|
การป้องกันโรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง ( ต่อ )
ในส่วนของประเทศไทย กระทรวงสาธารณสุขได้จัดระบบการเฝ้าระวังและควบคุมโรคดังกล่าวไว้อย่างชัดเจน ซึ่งจะช่วยให้ค้นหาผู้ป่วยได้รวดเร็วและป้องกันควบคุมโรคได้ผลดี ตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคมเป็นต้นมา มีผู้ป่วยสงสัยที่เดินทางมาจากประเทศเวียดนามและฮ่องกง จำนวน 5 ราย เสียชีวิต 1 ราย (รายงานขององค์การอนามัยโลกมีผู้ป่วย 3 ราย เสียชีวิต 1 ราย เป็นข้อมูลที่ยังไม่ล่าสุด) ผู้เสียชีวิตเป็น
นายแพทย์ขององค์การอนามัยโลกที่มีประวัติเดินทางไปสอบสวนการเกิดโรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรงที่ประเทศเวียดนาม และได้รับการรักษาที่โรงพยาบาลบำราศนราดูร ตั้งแต่วันที่ 11 มีนาคม 2546 เสียชีวิตเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2546 อนึ่ง ตลอดระยะเวลาที่เข้ารับการรักษาในประเทศไทย เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานได้ให้การดูแลรักษาผู้ป่วยอย่างเต็มที่ และมีมาตรการป้องกันการติดเชื้อในบุคลากรที่เข้มงวด จนถึงขณะนี้ไม่มีบุคลากรในโรงพยาบาลที่ติดเชื้อจากผู้ป่วย ส่วนผู้ป่วยสงสัยอีก 3 ราย ได้รับการดูแลอาการจนหายเป็นปกติและได้ออกจากโรงพยาบาลแล้ว อีก 1 ราย อาการดีขึ้นมาก คาดว่าจะออกจากโรงพยาบาลเร็วๆ นี้ และไม่ปรากฏการแพร่กระจายเชื้อต่อไปในชุมชน องค์การอนามัยโลกจึงรายงานว่า ประเทศไทยไม่มีการแพร่ระบาดของโรคภายในประเทศ
มาตรการดำเนินงานของกระทรวงสาธารณสุข
แม้ประเทศไทยยังไม่มีการระบาดของโรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง แต่เนื่องจากการระบาดของโรคอยู่ในภูมิภาคนี้ และยังไม่ทราบการติดต่อของโรคนี้ที่ชัดเจน จากข้อมูลการสอบสวนโรค
เบื้องต้น ผู้ป่วยที่ได้รับเชื้อจากผู้ป่วยรายแรก ๆ มักมีประวัติเป็นผู้สัมผัสใกล้ชิดหรือเป็นบุคลากรสาธารณสุข
ในโรงพยาบาล จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีมาตรการพิเศษเพื่อป้องกันมิให้เกิดการระบาดของโรคเข้ามาในประเทศไทย ซึ่งมาตรการสำคัญที่กระทรวงสาธารณสุขได้ดำเนินการ มีดังนี้
1. การติดตามเฝ้าระวังสถานการณ์โรค กระทรวงสาธารณสุขได้จัดตั้งศูนย์เฉพาะกิจ ฯ เพื่อติดตามสถานการณ์การเกิดโรคในต่างประเทศอย่างใกล้ชิด และจัดทำแนวปฏิบัติในการเฝ้าระวัง สอบสวน วินิจฉัย รักษา และควบคุมโรค แจกจ่ายให้แก่บุคลากรสาธารณสุขที่ปฏิบัติงานเกี่ยวข้องทั่วประเทศ
2. เร่งรัดการเฝ้าระวังโรคภายในประเทศ โดยแจ้งสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดและโรงพยาบาล
ทุกแห่งทั้งภาครัฐและเอกชนทั่วประเทศให้ดำเนินการเฝ้าระวัง สอบสวน และรายงานผู้ป่วยสงสัยทันที เพื่อการควบคุมโรคและแยกดูแลรักษาผู้ป่วยที่สงสัยอย่างเข้มงวด
3. เพิ่มมาตรการเฝ้าระวังโรคในกลุ่มผู้เดินทางมาจากพื้นที่ที่มีการระบาด ได้แก่ ประเทศจีน ฮ่องกง เวียดนาม สิงคโปร์ และไต้หวัน ดังนี้
ตรวจสอบผู้โดยสารก่อนขึ้นเครื่องบิน หรือถ้าป่วยให้ขอรับใบรับรองแพทย์ว่าไม่ใช่โรคติดเชื้อ โดยเฉพาะโรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง (Severe Acute Respiratory Syndrome : SARS) ถ้าพบผู้ป่วยดังกล่าวให้ระงับการขึ้นเครื่อง
ให้พนักงานบนเครื่องบินแจกแบบสอบถาม (เอกสาร ต.8) แก่ผู้โดยสารทุกท่าน เพื่อแสดงต่อเจ้าหน้าที่กรมควบคุมโรคฯ ท่าอากาศยานกรุงเทพ
ขอความร่วมมือทุกสายการบินได้ประกาศแจ้งคำเตือนสำหรับผู้เดินทางมาจาก
เวียดนาม ฮ่องกง ไต้หวัน จีน และสิงคโปร์ เรื่อง โรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง ในเที่ยวบินที่มาจากประเทศดังกล่าว
หากมีผู้ป่วยใดๆ มากับเครื่องบินให้แจ้งด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศก่อนเครื่องบินลงจอด/ก่อนเรือเทียบท่า
ให้สายการบิน/เรือส่งรายชื่อผู้โดยสารและใบแสดงสุขภาพของเครื่องบิน/เรือ
ทุกเที่ยวที่เดินทางมาจากพื้นที่ที่มีการระบาด
รายงานการใช้มาตรการเหล่านี้ต่อด่านควบคุมโรคฯ ณ ท่าอากาศยานในพื้นที่ที่มีการระบาด
นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ด่านควบคุมโรคระหว่างประเทศ ยังติดตามเฝ้าระวังผู้เดินทางจากพื้นที่ดังกล่าวที่สงสัยมีอาการป่วย โดยสังเกตอาการผู้เดินทางเมื่อออกจากเครื่องบิน ตรวจสอบจากแบบสอบถามและแจกใบเตือนสุขภาพ (Health Beware Card) ถ้ามีอาการป่วยที่สงสัย จะได้รับการตรวจร่างกายเบื้องต้น และติดตามอาการเป็นเวลา 7 วัน
4. ให้ข้อมูลเผยแพร่ความรู้สำหรับประชาชนผ่านสื่อมวลชน และบริการตอบข้อซักถามประชาชนตลอด 24 ชั่วโมง รวมถึงออกประกาศกระทรวงสาธารณสุขให้ประชาชนปฏิบัติ (รายละเอียดแนบท้าย)
5. เตรียมความพร้อมของโรงพยาบาลทุกแห่งทั่วประเทศทั้งภาครัฐและเอกชน ทั้งในด้านวิชาการและด้านสถานที่ อุปกรณ์ บุคลากร ระบบงาน เพื่อรองรับผู้ป่วยที่สงสัย
6. ขอความร่วมมือนายสถานีการบินทุกสายการบินในการเฝ้าระวังป้องกันโรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง
7. ขอความร่วมมือกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เพื่อชะลอการส่งเสริมการท่องเที่ยวในเขตระบาดของโรค
8.ขอความร่วมมือกระทรวงการต่างประเทศให้ประกาศเตือนคนไทยที่พำนักอยู่ในพื้นที่เขตระบาดของโรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง
9. ขอความร่วมมือทุกกระทรวง/ทบวงมหาวิทยาลัย/รัฐสภา เพื่อหลีกเลี่ยงการส่งข้าราชการไปประชุมในพื้นที่เขตระบาดของโรค
10. ขอความร่วมมือภาคเอกชนด้านธุรกิจการท่องเที่ยวในการป้องกันโรคจากพื้นที่ที่เป็นเขตระบาด
อนึ่ง ขณะนี้ศูนย์เฉพาะกิจเพื่อการป้องกันและควบคุมโรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง กระทร
:- sommai - เมื่อ : 2/4/03
|
|
ไทยตั้งศูนย์เฉพาะกิจ24ชม.รับมือโรคจากอาวุธเคมี-เชื้อโรค
สาธารณสุขตั้งศูนย์ปฏิบัติการเฉพาะกิจ 24 ชั่วโมงเพื่อเฝ้าระวังโรคในกลุ่มคนไทยที่อาจจะติดเชื้อมาจากการใช้อาวุธเคมีและอาวุธเชื้อโรค พร้อมสั่งการสถานพยาบาลทั่วประเทศพร้อมรับมือ ยืนยันหากสงครามยืดเยื้อไทยมียาสำรองใช้ได้ 3-6 เดือน
นพ.วัลลภ ไทยเหนือ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) แถลงภายหลัง ประชุมคณะกรรมการอำนวยการศูนย์ปฎิบัติการด้านการแพทย์และการสาธารณสุข ประกอบด้วยกรมต่าง ๆ ใน สธ.เพื่อซักซ้อมแผนการเตรียมความพร้อมของหน่วยงานในสังกัดทั่วประเทศเพื่อรองรับผลกระทบจากสงครามสหรัฐอเมริกา-อิรัก เมื่อเวลา 11.30 น.วันนี้ ( 24 มี.ค.) ว่า สธ.ได้ตั้งศูนย์ปฏิบัติการเฉพาะกิจประสานงานให้ความช่วยเหลือคนไทยและผู้ใช้แรงงานไทยที่ลี้ภัยสงครามและเดินทางกลับประเทศไทย ที่สำนักพัฒนา ระบบบริการสุขภาพ อาคาร 5 กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ มีนพ.ณรงค์ศักดิ์ อังคะสุวพลา อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ เป็นประธาน โทรศัพท์สำหรับการประสานงานคือหมายเลข 0-2590-1629-30 โทรสาร 0-2590-1634
:- sommai - เมื่อ : 25/3/03
|
|
ไทยตั้งศูนย์เฉพาะกิจ24ชม.รับมือโรคจากอาวุธเคมี-เชื้อโรค (ต่อ)
ขณะนี้มีแรงงานไทยทำงานในกลุ่มประเทศตะวันออกกลางคือ คูเวต อิสราเอล บาห์เรน และประเทศใกล้เคียงอีก ประมาณ 40,000 คน การเตรียมความพร้อมด้านการแพทย์และสาธารณสุข ได้แบ่ง 2 ระยะ คือ ระยะเร่งด่วนเน้นการจัดระบบ รองรับการอพยพเคลื่อนย้ายคนไทยและแรงงานไทย โดยได้จัดหน่วยแพทย์เคลื่อนที่จากโรงพยาบาลราชวิถี, นพรัตนราชธานี, เลิดสิน ให้บริการที่ท่าอากาศยานดอนเมือง และให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดระยองจัดทีมแพทย์รองรับที่สนามบินอู่ตะเภา และให้สถาบันกัลยาราชนครินทร์ กรมสุขภาพจิต จัดทีมบริการร่วมฟื้นฟูสภาพจิตใจด้วย พร้อมทั้งประสานกรมแพทย์ทหารบกจัดทีมแพทย์ฉุกเฉินร่วมสมทบเดินทางไปให้ความช่วยเหลือคนไทยและผู้ใช้แรงงานไทยในตะวันออกกลาง หากได้รับการร้องขอจากกระทรวง แรงงานนพ.วัลลภ กล่าว
สำหรับในระยะยาว เป็นการเฝ้าระวังผลกระทบทางด้านสุขภาพ หากนำอาวุธเคมี อาวุธเชื้อโรคหรืออาวุธชีวภาพมาใช้ แม้ว่าประเทศไทยจะมีความเสี่ยงน้อยที่จะเผชิญปัญหาการใช้อาวุธดังกล่าวก็ตาม แต่ก็ไม่ควรประมาท สธ.จัดทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและทีมสอบสวนโรคจากกรมควบคุมโรคจำนวน 4 ทีม ทำการสอบสวนเฝ้าระวังโรคในกลุ่มคนไทยที่อาจสัมผัสและเจ็บป่วยมาจากการใช้อาวุธเชื้อโรคหรืออาวุธชีวภาพตลอด 24 ชั่วโมง ชุดแรกเริ่มปฏิบัติงานตั้งแต่วันที่ 10 มีนาคมเป็นต้นมาจนถึง 21 เมษายนนี้และสั่งการให้กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์เตรียมความพร้อมด้านการตรวจชันสูตรโรคทางห้องปฏิบัติการ เพื่อให้การสนับสนุนโรงพยาบาลทั่วประเทศ ซึ่งที่ผ่านมายังไม่พบการเจ็บป่วยแต่อย่างใด
ด้าน นพ.ณรงค์ศักดิ์ กล่าวว่า โรคที่ทำการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดได้แก่โรคแอนแทรกซ์ โรคไข้ทรพิษ ซึ่งขณะนี้โรงพยาบาลและสถานบริการสาธารณสุขทั่วประเทศมีความสามารถในการตรวจวินิจฉัยและรักษาโรคดังกล่าว มีการสำรองยาที่จำเป็นในการใช้ช่วยชีวิตฉุกเฉิน รวมทั้งวัคซีนป้องกันโรคไว้อย่างน้อย 3-6 เดือน หากสงครามครั้งนี้ยืดเยื้อประเทศไทยจะไม่มีปัญหาขาดแคลนยา นอกจากนี้ยังสั่งการให้หน่วยราชการและสถานพยาบาลในสังกัด สธ.ทั่วประเทศ จัดเวรยามคอยสอดส่องรักษาความปลอดภัย เพื่อเป็นการเฝ้าระวังป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นอย่างเคร่งครัดด้วย พร้อมทั้งมั่นใจว่ามาตรการทั้งหมดที่ได้วางแผนไว้ มีความรัดกุมและดูแลคนไทยให้ได้รับความปลอดภัยจากผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากสงครามในครั้งนี้
ประชาชนสามารถแจ้งข้อมูล ร้องขอความช่วยเหลือได้ที่ โทร.1669 ศูนย์นเรนทร จากนั้นศูนย์นเรนทรจะประสานกับศูนย์ประสานงานเฉพาะกิจฯเพื่อให้ความช่วยเหลือ เมื่อคืนวันที่ 23 มีนาคมที่ผ่านมา ทีมแพทย์ให้การตรวจร่างกายแรงงานและนักศึกษาที่กลับจากประเทศคูเวต จำนวน 21 คน มีเหตุฉุกละหุกบ้าง ซึ่งเราจะนำบทเรียนจากตรงนั้นมาปรับปรุง คืนวันที่ 25 มีนาคมประมาณเที่ยงคืนจะมีคนไทยกลับ จากคูเวตโดยสายการบินคูเวต แอร์ไลน์ อีกประมาณ 13 คน เจ้าหน้าที่จะให้บริการตรวจสุขภาพกายสุขภาพจิตเหมือนกัน นพ.ณรงคักดิ์ กล่าว
:- sommai - เมื่อ : 25/3/03
|
|
สธ.จี้องค์การอนามัยโลกลบชื่อไทยออกจากแบล๊กลิสต์ประเทศเสี่ยงโรคหวัดมรณะ
สธ.จี้องค์การอนามัยโลกลบชื่อไทยออกจากแบล๊กลิสต์ประเทศเสี่ยงโรคหวัดมรณะ ยืนยันเจ้าหน้าที่อนามัยโลกที่ซมไข้หวัดเข้าไทย เป็นแค่หวัดธรรมดา ย้ำจนถึงขณะนี้ไม่มีผู้ติดเชื้อ แต่ไม่ประมาท กระทรวงสาธารณสุขตั้ง ฉก.เฝ้าระวังเข้ม เตือน ร.พ.รัฐ-เอกชนทั่ว ประเทศแล้ว
เมื่อวันที่ 17 มีนาคม น.พ.วัลลภ ไทยเหนือ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ชี้แจงถึงกรณีที่องค์การอนามัยโลกระบุว่าไทยอยู่ในรายชื่อของประเทศที่มีการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดมรณะว่า เกิดจากเจ้าหน้าที่องค์การอนามัยโลกรายหนึ่งที่เดินทางจากเวียดนามเข้ามาร่วมประชุมในไทยเมื่อในวันที่ 12-13 มีนาคมที่ผ่านมา และมีอาการไข้ จึงไม่ได้แถลงข่าว เพราะเห็นว่าเป็นเจ้าหน้าที่ขององค์การอนามัยโลกเอง อย่างไรก็ตาม วันเดียวกันนี้ สธ.ได้ตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจมาแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของโรคนี้แล้ว โดยมี น.พ.จรัล ตฤณวุฒิพงษ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค เป็นประธาน กรรมการประกอบด้วยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อ มหาวิทยาลัยต่างๆ และองค์การอนามัยโลก เพื่อติดตามสถานการณ์และวางมาตรการป้องกัน และได้ทำหนังสือด่วนที่สุดถึงองค์การอนามัยโลก เพื่อชี้แจงว่าประเทศไทยมิได้มีผู้ติดเชื้อโรคนี้แต่อย่างใด ขอให้ลบรายชื่อไทยออกด้วย เนื่องจากจะส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยว
นางสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการ สธ.กล่าวว่า จนถึงวันที่ 17 มีนาคม องค์การอนามัยโลกรายงานว่า มีผู้ป่วยทั้งหมด 150 คน เสียชีวิตไปแล้ว 9 ราย ในประเทศไทยยังไม่มีรายงานว่าพบผู้ป่วย แต่ได้มีการตั้งศูนย์ประสานงานที่สำนักโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค และให้โรงพยาบาล(ร.พ.)บำราศนราดูรเป็นศูนย์กลางสนับสนุนด้านวิชาการทั่วประเทศ เบอร์โทรศัพท์ 0-2590-3194, 0-2590-3192, 0-2590-3168 พร้อมทำหนังสือเวียนไปยังสำนักงานสาธารณสุขทั่วประเทศและสำนักอนามัย กทม. ให้แจ้ง ร.พ.ทุกแห่งทั้งภาครัฐและเอกชน ให้เฝ้าระวังและรายงานมาตามลำดับ ส่วนจากการเฝ้าระวังที่สนามบินต่างๆ ที่ผ่านมา ไม่พบผู้มีอาการต้องสงสัยแต่อย่างใด
:- som - เมื่อ : 18/3/03
|
|
ประกาศจังหวัดนราธิวาส
ประกาศจังหวัดนราธิวาส
เรื่อง ประกวดราคาจ้างเหมาก่อสร้างอาคารพักพยาบาล ขนาด 20 ห้อง จำนวน 2 หลัง รพ.เจาะไอร้องและรพ. ตากใบ
ผู้สนใจชื้อเอกสารประกวดราคาได้ ณ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนราธิวาส (ชั้น 2) ระหว่างวันที่ 10 - 19 ก.พ. 2546
และยืนชองเสนอราคา วันที่ 6 มีนาคม 2546 ระว่างเวลา 09.00 น. - 10.00 น. ณ ห้องระแงะ ศาลากลางจังหวัดนราธิวาส กำหนดเปิดซอง เวลา 11.00 น.
สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนราธิวาส โทร.0-7351-176,0-7351-1217,0-7351-1219 ต่อ 120
:- สมหมาย - เมื่อ : 11/2/03
|